บทนำ เพราะตัวเรามีค่ากว่าที่คิด…

#เพราะตัวเรามีค่ากว่าที่คิด

EP 0 : บทนำ

คุณเคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมเราได้ฟังเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ
มักเริ่มต้นจากตอนที่เขาลำบาก จนสุดท้ายเขากลับมาประสบความสำเร็จได้
แล้วตรงกลางของเรื่องมันมีจุดพลิกผัน จุดเปลี่ยนเป็นอย่างไร?
.
อันที่จริง ผมไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เหมือนไอดอลในยุคปัจจุบันหรอกครับ
แต่ผมก็รู้สึกภูมิใจ และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
จนสามารถสร้างรอยเท้าของความสำเร็จในแบบของตัวเองได้
แต่กว่าผมจะมาถึงวันนี้…ผมก็มีอุปสรรคไม่น้อย
.
ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ใช้ชีวิตและเติบโตอยู่ที่ต่างจังหวัดมากว่า 30 ปี
เป็นเพราะผมคอยแต่ตอกย้ำ ความคิดเดิมๆ ลงไปในจิตใต้สำนึกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ว่า ต่างจังหวัดนี่แหละ คือที่ที่ดีที่สุดสำหรับผม
โดยไม่รู้ว่านั่นมันคือการขังตัวเอง เพียงเพราะความกลัว ไม่กล้าออกจากกรอบเดิมๆ ของชีวิต
.
นอกจากนั้น ผมยังมีความฝังใจตั้งแต่ สมัยเรียนมัธยมปลาย
เพราะถูกอาจารย์ประจำชั้น พูดประโยคที่ผมจำได้ขึ้นใจจนถึงวันนี้
“คนอย่างเธอเรียนก็ไม่เอาไหน…ไม่มีทางได้ดีหรอก”
ผมเชื่อว่าคำพูดที่อาจารย์พูดกับผมในวันนั้น
เต็มไปด้วยความหวังดี ไม่ได้คิดร้ายกับลูกศิษย์หรอกครับ
แต่อาจารย์เพียงต้องการพูดเตือนสติลูกศิษย์อย่างผมต่างหาก
แต่ขณะที่ได้ยินตอนนั้น ไม่ได้ทำให้ผมจะคิดนี้ ประโยคนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม
.
หลังจากเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย และวัยทำงานกำลังจะเริ่มต้น
ชีวิตเหมือนวนกลับมาที่เดิม
เมื่อผมมีโอกาสเลือกที่จะไปทำงานกับบริษัทที่อยู่ในกรุงเทพฯ หลายแห่งได้
แต่ผมกลับไม่เลือก ผมเลือกที่จะทำงานอยู่ต่างจังหวัดเช่นเดิม
เพียงเพราะความกลัว
ความไม่มั่นใจในตัวเองกับการใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ นั่นเอง
จริง ๆ ผมรักการใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดนะ และผมก็คิดว่านี่คือสถานที่ที่เหมาะกับผมที่สุดแล้ว
.
หลังจากทำงานอยู่ต่างจังหวัดมาหลายปี
ปี 2554 ผมตัดสินใจเดินทางตามหาความฝัน
ด้วยการสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโท และแน่นอนผมหนีกรุงเทพฯ ไม่พ้น
เนื่องจากผมเป็นคนที่มีต้นทุนชีวิตติดตัวมาไม่เยอะนัก ผมจึงต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
ช่วงเวลานั้นทำให้ผมต้องใช้ความพยายามของตัวเองอย่างหนัก
ในการปรับตัว ที่ต้องใช้ชีวิตในสังคมของคนกรุงเทพฯ คนหนึ่ง
จากลักษณะงานที่ทำ กับสังคมที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ทำให้ผมยอมรับเลย ว่าเหนื่อยมากกับช่วงเวลาในการปรับตัวตรงนั้นมาก
แม้จะพยายามพูดให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอว่า “แกทำได้”
แต่ช่วงเวลาที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ที่สุดในชีวิตก็มาถึง
.
หลังจากเรียนปริญาโทไปได้เกือบ 1 เทอม ก็ถึงช่วงเวลาแห่งการสอบครับ
ผมเตรียมตัวสอบมาอย่างดี
อ่านหนังสือมาเต็มที่ แต่เชื่อไหมครับว่า…
เมื่อถึงวันสอบวิชาหนึ่ง ผมกลับทำข้อสอบไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว
คำพูดของอาจารย์สมัยมัธยมปลาย ประโยคเดิม ประโยคนั้น
ผุดเข้ามาในสมองของผมอีกครั้ง
“คนอย่างเธอเรียนก็ไม่เอาไหน…ไม่มีทางได้ดีหรอก”
ให้ตายซิอรรณพ!! ทำไมไม่ลืมประโยคนี้เสียที
.
ความรู้สึกแย่กับตัวเองในตอนนั้นยังไม่ทันจางหาย…ก็มีเรื่องใหม่เข้ามาซ้ำเติม
เมื่อผมทำงานที่ตัวเองรับผิดชอบผิดพลาด
และโดนหัวหน้างานต่อว่าอย่างรุนแรง
ด้วยอารมณ์ตอนนั้น ผมท้อ ผมเหนื่อย ผมไม่ไหว ผมไม่อยากเรียนต่อ ผมไม่อยากทำงานที่กรุงเทพฯ อีกแล้ว
ผมรู้สึกสิ้นหวัง เอาแต่กล่าวโทษตัวเอง ทำไมถึงเป็นแบบนี้
แกมันไม่ได้เรื่อง ไม่เอาไหน
ผมตัดสินใจลาออกจากงานทันที
ผมยอมทิ้งความฝัน ความหวังทุกอย่างของตัวเอง
ผมตัดสินใจไม่เรียนต่อปริญญาโทให้จบ และเตรียมตัวเก็บข้าวของกลับไปใช้ชีวิตเด็กต่างจังหวัด
เพื่อกลับไปอยู่ในกรอบเดิมๆ ของชีวิตเหมือนที่เคยผ่านมากว่า 30 ปี
.
แต่แล้วจุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง
เมื่อช่วงปลายปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่
ทุกคนคงจำได้ว่าสถานการณ์ช่วงเวลานั้น ชาวกรุงเทพฯ ย่ำแย่ขนาดไหน
และเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนั้นทำให้ผมได้ค้นพบบางอย่างที่สำคัญกับชีวิต
.
เพราะก่อนผมจะเดินทางกลับ
เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ชวนผมให้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วม
ที่ศูนย์ให้ความช่วยเหลือฯ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
เมื่อไปถึง ผมได้เจอกับผู้ประสบภัยมากมายที่ต้องมาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว
.
ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนั้น ที่ชวนผมให้ได้มาพบกับสิ่งดี ๆ ในชีวิต
ที่นั่นผมได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากมาย
ได้ทำหน้าที่นักจิตวิทยา ที่ให้คำปรึกษา คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ได้เป็นนักกิจกรรม นำความสนุกสนาน มาช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด
ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลัง ช่วยบรรจุกระสอบทรายสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมเข้ามหาวิทยาลัย

ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตเพียงไม่กี่วันในครั้งนั้น
จะทำให้ผมได้เห็นคุณค่าในตัวเอง นับถือตัวเอง ภูมิใจในตัวเองที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น
อย่างน้อยที่สุดผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยผู้ประสบภัยหลาย ๆ คน
ให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตในตอนนั้นได้

ภาพผู้ประสบภัยมากมาย ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ทำให้ผมได้คิดว่า
ขนาดพวกเขาไม่เหลืออะไรติดตัวมา
แต่ทุกคนกลับมีกำลังใจที่จะสู้ต่อ เพื่อรอฟ้าหลังฝน
รอให้เหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป
แล้วชีวิตใหม่ของพวกเขาก็จะเริ่มต้นได้อีกครั้ง
.
ผมจึงย้อนกลับมาถามตัวเองว่า “ผู้คนเหล่านั้นยังไม่คิดจะยอมแพ้
แล้วผมจะยอมแพ้เพราะความอ่อนแอของตัวเองแบบนี้ได้อย่างไร?”
ผมตัดสินใจกลับมาสู้ใหม่อีกครั้ง ผมกลับไปเรียนต่อ
จนวันนี้ผมสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทตามที่ฝันไว้
และได้รับการยอมรับในการทำงานกับตำแหน่งงานที่สูงขึ้น
.
เราทุกคนอาจต้องเจอปัญหา และอุปสรรคมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต
จนทำให้ท้อ หมดหวัง หมดสิ้นกำลังใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราลืมมองหาคุณค่าในตัวเอง
ก่อนที่คุณจะถอดใจ หมดหวังแล้วยอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ
ลองทบทวนดูก่อนครับ ว่าที่ผ่านมาคุณได้ทำอะไรที่สร้างความภาคภูมิใจ
สร้างการยอมรับนับถือ และสร้างคุณค่าให้กับตัวเองไว้บ้าง
เอาสิ่งเหล่านั้นล่ะครับมาเป็นพลัง แล้วสู้ต่อไป
อีกไม่นานคุณจะสร้างรอยเท้าของความสำเร็จได้ด้วยตัวเองได้เช่นกัน
.
“เพราะเราทุกคนล้วนมีคุณค่า และมันจะแสดงพลังออกมา เมื่อเราเห็นคุณค่าของตัวเอง”

อย่าลืมติดตาม Ep. ต่อไป วันพรุ่งนี้นะครับ ^^

#PositivePsychologistPositiveHR
#BringOutTheBestOfYou
#พัฒนาคนเชิงกลยุทธ์เพื่อเป้าหมายขององค์กรและความสุขของคนทำงาน
#AjarnBatt #Annoptalk #PointsofyouTrainer

สอบถามหลักสูตร และคุยกันได้ที่
Line@ : @annoptalk
หรือลิงค์ https://line.me/R/ti/p/%40gql7317p 😁
ติดตามทั้งหมดได้อีกครั้งที่ www.annoptalk.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น